ความรู้การเลี้ยง
หมาท้องเสีย เกิดจากอะไร อาการแบบไหนต้องรีบไปหาหมอ และดูแลที่บ้านอย่างไรให้ปลอดภัย
สรุปสาเหตุที่ทำให้หมาท้องเสีย อาการที่ต้องพาไปหาหมอทันที ความเสี่ยงของลูกสุนัขกับไวรัสพาร์โว วิธีดูแลเรื่องน้ำและอาหารอ่อนที่บ้าน และเหตุผลที่ไม่ควรให้ยาแก้ท้องเสียของคนเอง
หมาท้องเสียเป็นอาการที่เจ้าของสุนัขแทบทุกบ้านต้องเจอ ส่วนใหญ่เกิดจากกินของที่ไม่ควรกินหรือเปลี่ยนอาหารเร็วเกินไป และหายได้เองในหนึ่งถึงสองวัน แต่ท้องเสียก็เป็นอาการแรกของโรคร้ายแรงได้เช่นกัน เช่น โรคลำไส้อักเสบติดต่อจากไวรัสพาร์โว ในลูกสุนัข ซึ่งรุนแรงถึงชีวิต บทความนี้ช่วยแยกว่าเมื่อไรดูแลที่บ้านได้ เมื่อไรต้องพาไปหาหมอทันที และควรให้น้ำกับอาหารอย่างไรระหว่างที่สุนัขกำลังฟื้นตัว
อัปเดต 15 ตุลาคม 2026 · เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัย ถ้าสุนัขมีอาการผิดปกติให้ปรึกษาสัตวแพทย์
สรุปสั้น
- ไปหาหมอทันทีถ่ายเป็นเลือดหรืออุจจาระสีดำ อาเจียนร่วมด้วย ซึม ไม่กินอาหาร ท้องอืดหรือเจ็บท้อง หรือเป็นลูกสุนัขที่ยังได้วัคซีนไม่ครบ
- ปรึกษาหมอภายในวันนี้ถ่ายเหลวเกิน 24 ชั่วโมง สุนัขสูงวัย มีโรคประจำตัว หรือกินยาอยู่
- ยังร่าเริง กินได้ให้น้ำสะอาดเต็มที่ พักท้อง แล้วให้อาหารอ่อนมื้อเล็ก ๆ และสังเกตต่อใกล้ ๆ
ท้องเสียในสุนัขคืออะไร
ท้องเสียคือการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำ บ่อยกว่าปกติ หรือมีปริมาณมากกว่าปกติ บางตัวถ่ายเป็นน้ำพุ่ง บางตัวถ่ายเป็นมูกเหนียวทีละนิดแต่บ่อยมาก ลักษณะเหล่านี้ช่วยบอกได้คร่าว ๆ ว่าปัญหาอยู่ส่วนไหนของลำไส้ ถ้าถ่ายปริมาณมาก ครั้งไม่บ่อย มักเกี่ยวกับลำไส้เล็ก ถ้าถ่ายบ่อย ครั้งละน้อย มีมูกหรือเลือดสดปน และเบ่งนาน มักเกี่ยวกับลำไส้ใหญ่
VCA Animal Hospitals แบ่งท้องเสียเป็นสองแบบ คือ แบบเฉียบพลัน ที่เกิดขึ้นทันทีและมักหายในเวลาไม่นาน กับ แบบเรื้อรัง ที่เป็นนานหลายสัปดาห์หรือเป็น ๆ หาย ๆ แบบหลังมักมีโรคอื่นอยู่เบื้องหลัง เช่น การแพ้อาหาร ลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือโรคของอวัยวะภายใน ซึ่งต้องให้สัตวแพทย์ตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรแก้ด้วยการเปลี่ยนอาหารไปเรื่อย ๆ
สิ่งที่ทำให้ท้องเสียอันตรายคือ การเสียน้ำ ทุกครั้งที่ถ่ายเหลว ร่างกายสุนัขสูญเสียทั้งน้ำและเกลือแร่ ถ้ามีอาเจียนร่วมด้วยจนดื่มน้ำชดเชยไม่ได้ ภาวะขาดน้ำจะเกิดเร็วมาก โดยเฉพาะในลูกสุนัขและสุนัขพันธุ์เล็กที่มีน้ำในร่างกายน้อยอยู่แล้ว
อาการที่ต้องไปหาหมอทันที
ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง อย่ารอดูอาการ
- ถ่ายเป็นเลือดสด อุจจาระมีเลือดปนมาก หรืออุจจาระสีดำเหนียวคล้ายยางมะตอย ซึ่งอาจเป็นเลือดที่ย่อยแล้วจากทางเดินอาหารส่วนบน
- อาเจียนร่วมกับท้องเสีย โดยเฉพาะอาเจียนซ้ำหลายครั้ง หรือดื่มน้ำแล้วอาเจียนออกมา
- ซึม อ่อนแรง ไม่ลุกเดิน หรือไม่ยอมกินอาหาร
- ท้องป่อง ท้องแข็ง ร้องเมื่อจับท้อง หรือยืนโก่งหลัง
- มีไข้ ตัวสั่น เหงือกซีด หรือเหงือกแห้งเหนียว
- เป็นลูกสุนัข โดยเฉพาะตัวที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบ
- สงสัยว่ากินสารพิษ ยา ของเล่น กระดูก หรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไป
- ถ่ายเป็นน้ำบ่อยมาก ติดกันเกิน 24 ชั่วโมง หรือไม่ดีขึ้นใน 2 วัน
PDSA แนะนำให้ติดต่อสัตวแพทย์ถ้าท้องเสียนานเกิน 24 ชั่วโมง และให้ติดต่อเร็วกว่านั้นถ้าสุนัขอายุน้อยหรือแก่มาก มีโรคประจำตัว หรือกินยาอยู่ โดยเฉพาะยาต้านการอักเสบกลุ่ม NSAIDs ส่วน VCA ระบุว่าท้องเสียรุนแรงหรือมีเลือดปน หรือท้องเสียร่วมกับอาการป่วยอื่น เช่น อ่อนแรง มีไข้ อาเจียน ปวดท้อง หรือขาดน้ำ ต้องพาไปพบสัตวแพทย์
ลูกสุนัขท้องเสียและไวรัสพาร์โว
ลูกสุนัขท้องเสียต้องระวังมากกว่าสุนัขโต ด้วยเหตุผลสองข้อ ข้อแรก ร่างกายเล็กและสำรองน้ำกับพลังงานได้น้อย จึงขาดน้ำและน้ำตาลในเลือดต่ำได้เร็ว ข้อสอง ลูกสุนัขที่ยังได้วัคซีนไม่ครบเสี่ยงติดโรคลำไส้อักเสบติดต่อจาก ไวรัสพาร์โว (canine parvovirus)
คู่มือสัตวแพทย์ Merck Veterinary Manual ฉบับสำหรับเจ้าของสุนัขอธิบายว่า โรคนี้พบบ่อยในลูกสุนัขและสุนัขโตที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน อาการช่วงแรกอาจไม่ชัด เช่น ซึม เบื่ออาหาร และมีไข้ จากนั้นภายใน 1–2 วันจะตามมาด้วย อาเจียนและท้องเสียเป็นเลือด บางตัวช็อกได้ ไวรัสติดต่อผ่านการสัมผัสสุนัขป่วยหรืออุจจาระของสุนัขป่วยโดยตรง และผ่านสิ่งของที่เปื้อนอุจจาระ เช่น พื้น รองเท้า ชาม หรือมือคน ไวรัสทนต่อน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไปหลายชนิด และอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นานเป็นเดือนหรืออาจนานกว่านั้น
ข่าวดีคือ Merck ระบุว่าสุนัขที่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมรอดชีวิตได้ราว 68–92% แต่การรักษาต้องเริ่มเร็วและมักต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อให้สารน้ำ ถ้าลูกสุนัขท้องเสียร่วมกับอาเจียนหรือซึม อย่ารักษาเองที่บ้าน ให้โทรแจ้งคลินิกก่อนไปถึง เพื่อให้คลินิกเตรียมแยกห้องไม่ให้เชื้อแพร่ไปยังสัตว์ตัวอื่น
วิธีป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือการฉีดวัคซีนให้ครบตามโปรแกรมที่สัตวแพทย์กำหนด และยังไม่ควรพาลูกสุนัขไปเดินในที่ที่มีสุนัขจำนวนมากจนกว่าจะได้วัคซีนครบ อ่านรายละเอียดตารางวัคซีนได้ที่ วัคซีนสุนัข ต้องฉีดอะไรบ้าง
สาเหตุอื่นที่พบบ่อยในลูกสุนัขคือพยาธิในลำไส้ และการกินสิ่งที่ไม่ใช่อาหาร เช่น ขยะ กิ่งไม้ หรืออุจจาระสัตว์อื่น VCA แนะนำว่าแม้ลูกสุนัขยังร่าเริงและกินได้ ก็ควรเก็บอุจจาระสด ๆ ไปให้สัตวแพทย์ตรวจหาพยาธิ
สาเหตุที่ทำให้หมาท้องเสีย
| กลุ่มสาเหตุ | ตัวอย่าง | สังเกตอะไรได้บ้าง |
|---|---|---|
| กินของที่ไม่ควรกิน | คุ้ยขยะ อาหารคนที่มันหรือเผ็ด อาหารบูด กระดูก | เกิดหลังมีโอกาสได้กินของแปลก มักเป็นเฉียบพลันและดีขึ้นใน 1–2 วัน |
| เปลี่ยนอาหารเร็วเกินไป | เปลี่ยนยี่ห้อหรือสูตรทันที ให้ขนมใหม่มากเกินไป | ถ่ายนิ่มถึงเหลวหลังเปลี่ยนอาหาร สุนัขยังร่าเริง |
| พยาธิและโปรโตซัว | พยาธิปากขอ พยาธิไส้เดือน พยาธิแส้ม้า บิดค็อกซิเดีย ไกอาร์เดีย | พบบ่อยในลูกสุนัข อาจมีมูก น้ำหนักไม่ขึ้น ท้องป่อง |
| ติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย | ไวรัสพาร์โว ไวรัสโคโรนาในสุนัข แบคทีเรียบางชนิด | ท้องเสียรุนแรง มีเลือด อาเจียน ซึม มีไข้ |
| สารพิษ | พืชมีพิษ ยาของคน สารเคมีในบ้าน ยาฆ่าแมลง | มักมีอาการอื่นร่วม เช่น น้ำลายไหล อาเจียน สั่น |
| ความเครียด | เดินทาง ฝากเลี้ยง ย้ายบ้าน มีสมาชิกใหม่ | ถ่ายเหลวมีมูกหลังเหตุการณ์ที่ทำให้เครียด |
| โรคเรื้อรังหรือโรคของอวัยวะ | แพ้อาหาร ลำไส้อักเสบเรื้อรัง ตับอ่อนอักเสบ โรคตับ โรคไต เนื้องอก | เป็นนานหรือเป็น ๆ หาย ๆ น้ำหนักลด ขนไม่สวย |
ในไทย สาเหตุที่พบบ่อยคือสุนัขแอบกินอาหารคนที่มีน้ำมันและเครื่องปรุงมาก หรือได้กระดูกไก่และกระดูกหมูจากเศษอาหาร กระดูกนอกจากทำให้ท้องเสียแล้ว ยังอาจทำให้ลำไส้อุดตันหรือทะลุได้ ส่วนขนมสุนัข ถ้าให้มากเกินไปหรือเปลี่ยนชนิดบ่อยก็ทำให้ถ่ายเหลวได้เหมือนกัน วิธีเลือกขนมให้เหมาะกับท้องสุนัขอ่านได้ที่ ขนมสุนัข ยี่ห้อไหนดี
วิธีเช็กว่าสุนัขขาดน้ำหรือไม่
เช็กง่าย ๆ ที่บ้านได้สามจุด แต่ใช้เป็นข้อมูลประกอบเท่านั้น ถ้าสงสัยว่าขาดน้ำ ให้พาไปหาหมอ
- เหงือก เหงือกปกติจะชุ่มและเป็นสีชมพู ถ้าเหงือกแห้ง เหนียวเวลาแตะ หรือซีด เป็นสัญญาณที่ต้องห่วง
- ผิวหนังที่หลังคอ จับหนังบริเวณหลังคอหรือระหว่างสะบักยกขึ้นเบา ๆ แล้วปล่อย ผิวปกติจะคืนตัวทันที ถ้าคืนตัวช้าหรือค้างเป็นสัน แสดงว่าอาจขาดน้ำ
- ตาและพฤติกรรม ตาลึกโหล ซึม ปัสสาวะน้อยหรือสีเข้มกว่าปกติ
สุนัขที่ขาดน้ำชัดเจน หรือดื่มน้ำแล้วอาเจียนออกมา มักต้องได้รับสารน้ำจากสัตวแพทย์ การพยายามกรอกน้ำหรือเกลือแร่เองในตอนนี้ไม่ช่วย และอาจทำให้สำลักได้
ดูแลที่บ้านอย่างไร
ขั้นตอนนี้ใช้ได้กับ สุนัขโตที่แข็งแรงดี ท้องเสียไม่ถึง 24 ชั่วโมง ยังร่าเริง ไม่อาเจียน และไม่มีอาการในกล่องด้านบนเท่านั้น ลูกสุนัข สุนัขสูงวัย และสุนัขที่มีโรคประจำตัว ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนทำตาม
- ให้น้ำสะอาดตลอดเวลา วางชามน้ำให้เข้าถึงง่ายและเปลี่ยนน้ำบ่อย สุนัขที่ท้องเสียเสียน้ำมากกว่าปกติ จึงอาจต้องการน้ำมากกว่าเดิม ถ้าสุนัขดื่มทีละมากแล้วอาเจียน ให้แบ่งให้ทีละน้อยแต่บ่อยขึ้น และถ้ายังอาเจียนให้ไปหาหมอ
- พักท้องสั้น ๆ ตามความเหมาะสม PDSA ระบุว่าการงดอาหารในสุนัขโตที่แข็งแรงอาจช่วยได้ แต่ไม่ควรทำในสุนัขที่อายุน้อยมาก แก่มาก หรือป่วยเป็นโรคอื่น ระหว่างนี้ยังให้น้ำได้ตามปกติ ถ้าไม่แน่ใจว่าสุนัขของคุณควรงดอาหารหรือไม่ ให้ถามสัตวแพทย์
- เริ่มด้วยอาหารอ่อนมื้อเล็ก อาหารอ่อนที่สัตวแพทย์มักแนะนำคือข้าวขาวหุงนิ่มกับอกไก่ต้มที่ไม่มีหนังและไม่มีกระดูก ไม่ใส่น้ำมัน เกลือ หรือเครื่องปรุงใด ๆ หรือใช้อาหารสูตรทางเดินอาหารที่สัตวแพทย์จ่าย แบ่งให้ทีละน้อยวันละหลายมื้อ
- ให้พักผ่อน งดการออกกำลังหนักและงดพาไปเดินไกลจนกว่าจะหายดี แต่พาออกไปขับถ่ายให้บ่อยขึ้น
- ดูอุจจาระทุกครั้ง จดเวลา ความถี่ สี และลักษณะ ว่ามีเลือด มูก หรือสิ่งแปลกปลอมหรือไม่ ถ่ายรูปไว้ให้หมอดูได้
- ค่อย ๆ กลับไปกินอาหารเดิม เมื่ออุจจาระเริ่มเป็นก้อน ให้ผสมอาหารเดิมเพิ่มทีละน้อยและลดอาหารอ่อนลง PDSA แนะนำให้ใช้เวลาราว 3–5 วัน ส่วน VCA แนะนำราว 7–10 วัน ใช้ช่วงที่ยาวกว่าถ้าสุนัขท้องไว
- อย่าให้อาหารอ่อนต่อนานเกินไป ข้าวกับไก่ไม่ได้มีสารอาหารครบ ไม่ควรให้ต่อเนื่องเกินไม่กี่วันโดยไม่ได้ปรึกษาสัตวแพทย์
ถ้าทำตามแล้วยังไม่ดีขึ้น
ถ้าดูแลที่บ้านแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน หรือเกิดอาการใหม่ เช่น อาเจียน ซึม หรือเริ่มมีเลือดปน ให้พาไปหาสัตวแพทย์ทันที ท้องเสียที่หายแล้วกลับมาเป็นอีกบ่อย ๆ ก็ควรตรวจหาสาเหตุเช่นกัน
สิ่งที่ไม่ควรทำ
- อย่าให้ยาแก้ท้องเสียของคนเอง ยาหยุดถ่ายของคนบางชนิด เช่น โลเพอราไมด์ VCA ระบุว่าห้ามใช้ในสุนัขที่มียีน MDR1 ผิดปกติ ซึ่งพบในสุนัขกลุ่มคอลลี่ เชพเพิร์ด และพันธุ์ผสมของสุนัขกลุ่มนี้ และห้ามใช้เมื่อท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อหรือสารพิษ ซึ่งเจ้าของแยกเองไม่ได้ การกดอาการไว้ยังอาจทำให้พาไปหาหมอช้าเกินไป ยาเคลือบกระเพาะบางสูตรมีสารกลุ่มซาลิไซเลต ซึ่งไม่ควรให้เองเช่นกัน
- อย่าให้ยาแก้ปวดของคน ยาแก้ปวดลดไข้และยาแก้อักเสบของคนหลายชนิดเป็นอันตรายต่อสุนัข และบางชนิดทำให้กระเพาะเป็นแผลจนท้องเสียเป็นเลือดได้
- อย่าให้ยาปฏิชีวนะที่เหลือจากครั้งก่อน PDSA ระบุว่ายาปฏิชีวนะอาจทำให้ท้องเสียแย่ลง และสัตวแพทย์จะใช้เฉพาะเมื่อสงสัยการติดเชื้อแบคทีเรีย
- อย่าให้นมวัว สุนัขโตจำนวนมากย่อยแล็กโทสได้ไม่ดี นมอาจทำให้ถ่ายเหลวมากขึ้น
- อย่าให้อาหารมันหรือเครื่องปรุง เช่น ข้าวต้มที่ใส่เครื่องปรุง น้ำซุปก้อน หัวหอม กระเทียม ซึ่งเป็นพิษต่อสุนัข
- อย่าซื้อโปรไบโอติกหรืออาหารเสริมมาให้เอง โดยไม่ถามหมอ VCA ระบุว่าคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่แน่นอนเสมอไป
เตรียมข้อมูลก่อนไปหาหมอ
ข้อมูลที่ช่วยให้สัตวแพทย์หาสาเหตุได้เร็วขึ้น ได้แก่ เริ่มท้องเสียเมื่อไร ถ่ายวันละกี่ครั้ง อุจจาระเป็นอย่างไร มีเลือดหรือมูกไหม อาเจียนไหม ยังกินอาหารและน้ำได้แค่ไหน ช่วงนี้เปลี่ยนอาหารหรือขนมหรือเปล่า มีโอกาสได้กินขยะ กระดูก หรือของเล่นไหม ได้วัคซีนและยาถ่ายพยาธิครั้งล่าสุดเมื่อไร และกินยาอะไรอยู่บ้าง
ถ้าทำได้ ให้เก็บอุจจาระสดใส่ถุงหรือกล่องที่ปิดสนิทไปด้วย ตัวอย่างนี้ใช้ตรวจหาพยาธิและเชื้อบางชนิด ถ้าสงสัยไวรัสพาร์โว ให้โทรแจ้งคลินิกก่อนเดินทาง และใส่ถุงมือเวลาเก็บอุจจาระ ล้างมือให้สะอาด แยกชามและที่นอนของสุนัขตัวป่วยออกจากตัวอื่นในบ้าน
คำถามที่พบบ่อย
หมาท้องเสียกี่วันถึงต้องไปหาหมอ
ถ้าสุนัขโตยังร่าเริงและกินได้ PDSA แนะนำให้ติดต่อสัตวแพทย์เมื่อท้องเสียเกิน 24 ชั่วโมง แต่ถ้ามีเลือด อาเจียน ซึม ไม่กิน หรือเป็นลูกสุนัข ให้ไปหาหมอทันทีโดยไม่ต้องรอ
หมาถ่ายเป็นเลือดอันตรายไหม
ต้องถือว่าอันตรายจนกว่าสัตวแพทย์จะตรวจ เลือดสดอาจมาจากลำไส้ใหญ่อักเสบ ส่วนอุจจาระสีดำอาจเป็นเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนบน และถ่ายเป็นเลือดร่วมกับอาเจียนในลูกสุนัขเป็นอาการเด่นของไวรัสพาร์โว
หมาท้องเสียและอาเจียนพร้อมกัน ทำอย่างไร
ให้พาไปหาสัตวแพทย์ เพราะสุนัขเสียน้ำทั้งสองทางและดื่มน้ำชดเชยไม่ได้ จึงขาดน้ำเร็วมาก ระหว่างเดินทางไม่ควรบังคับให้กินหรือกรอกน้ำ
หมาท้องเสียกินข้าวต้มได้ไหม
ได้ถ้าเป็นข้าวหุงนิ่มหรือข้าวต้มที่ไม่ใส่เครื่องปรุง น้ำมัน หอม หรือกระเทียม กินคู่กับอกไก่ต้มไม่มีหนังและกระดูก แบ่งให้มื้อเล็ก ๆ และไม่ควรให้นานเกินไม่กี่วันโดยไม่ปรึกษาหมอ
ให้ยาแก้ท้องเสียของคนกับหมาได้ไหม
ไม่ควรให้เอง ยาบางชนิดอันตรายกับสุนัขบางสายพันธุ์ และห้ามใช้ถ้าท้องเสียเกิดจากการติดเชื้อหรือสารพิษ ยาที่ปลอดภัยและขนาดที่ถูกต้องต้องให้สัตวแพทย์เป็นผู้กำหนด
ลูกหมาท้องเสียแต่ยังร่าเริง ต้องห่วงไหม
ควรปรึกษาสัตวแพทย์เสมอ ลูกสุนัขขาดน้ำได้เร็ว และสาเหตุที่พบบ่อยคือพยาธิ ซึ่งต้องตรวจอุจจาระจึงจะรู้ ถ้าเริ่มซึม อาเจียน หรือไม่กิน ให้ไปหาหมอทันที
แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิง
บทความนี้เขียนเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง ไม่สามารถใช้แทนการตรวจและวินิจฉัยโดยสัตวแพทย์ ถ้าสุนัขมีอาการผิดปกติหรือคุณไม่แน่ใจ ให้ติดต่อคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ใกล้บ้าน
ความรู้การเลี้ยง
วัคซีนสุนัข ต้องฉีดอะไรบ้าง ตารางวัคซีนลูกสุนัข การฉีดกระตุ้น และกฎหมายพิษสุนัขบ้า
สรุปวัคซีนสุนัขตามแนวทาง WSAVA และ AAHA วัคซีนหลักและวัคซีนเสริม ตารางวัคซีนลูกสุนัข สุนัขโตต้องกระตุ้นบ่อยแค่ไหน กฎหมายพิษสุนัขบ้าในไทย และอาการหลังฉีดที่ต้องพาไปหาหมอ
วัคซีนสุนัขช่วยป้องกันโรคที่รุนแรงและพบได้บ่อยในไทย อย่างไข้หัดสุนัข ลำไส้อักเสบจากพาร์โวไวรัส โรคฉี่หนู และพิษสุนัขบ้า ซึ่งโรคหลังสุดเป็นอันตรายถึงชีวิตทั้งกับสุนัขและคน และกฎหมายไทยกำหนดให้เจ้าของต้องพาสุนัขไปฉีด บทความนี้สรุปจากแนวทางของ WSAVA ปี 2024 และ AAHA ว่าวัคซีนตัวไหนจำเป็น ลูกสุนัขควรฉีดเข็มไหนเมื่อไร สุนัขโตต้องกระตุ้นบ่อยแค่ไหน และอาการหลังฉีดแบบไหนต้องรีบกลับไปหาหมอ
อัปเดต 15 ตุลาคม 2026 · เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัย ตารางวัคซีนของสุนัขแต่ละตัวควรวางแผนร่วมกับสัตวแพทย์
สรุปสั้น
- วัคซีนหลักไข้หัดสุนัข (CDV) ตับอักเสบติดต่อ (CAV) ลำไส้อักเสบจากพาร์โว (CPV-2) และพิษสุนัขบ้า ส่วนโรคฉี่หนูควรนับเป็นวัคซีนหลักในพื้นที่ที่มีโรคอย่างไทย
- ลูกสุนัขเริ่มวัคซีนรวมที่อายุ 6–8 สัปดาห์ ฉีดซ้ำทุก 2–4 สัปดาห์ จนเข็มสุดท้ายตกที่อายุ 16 สัปดาห์หรือมากกว่า
- กฎหมายต้องฉีดพิษสุนัขบ้าครั้งแรกเมื่ออายุ 2–4 เดือน และฉีดครั้งต่อไปตามกำหนดในใบรับรอง ในทางปฏิบัติคือทุกปี
- สุนัขโตวัคซีนหลักกลุ่มไวรัสกระตุ้นได้ทุก 3 ปีตามแนวทางสากล แต่โรคฉี่หนูและไอกรนต้องฉีดทุกปี
วัคซีนหลักและวัคซีนเสริมของสุนัข
WSAVA และ AAHA แบ่งวัคซีนสุนัขเป็นสองกลุ่ม วัคซีนหลัก (core) คือวัคซีนที่สุนัขทุกตัวควรได้ เพราะโรครุนแรงและพบได้ทั่วไป ส่วนวัคซีนเสริม (non-core) ฉีดตามความเสี่ยง เช่น สุนัขที่ต้องฝากโรงแรม ไปร้านอาบน้ำตัดขน หรือพาไปเจอสุนัขตัวอื่นบ่อย
| วัคซีน | ป้องกันโรค | กลุ่ม | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| CDV | ไข้หัดสุนัข | หลัก | โรคที่กระทบทั้งทางเดินหายใจ ทางเดินอาหาร และระบบประสาท |
| CAV | ตับอักเสบติดต่อในสุนัข | หลัก | วัคซีนใช้เชื้อ CAV-2 ซึ่งป้องกันได้ทั้งตับอักเสบและช่วยด้านทางเดินหายใจ |
| CPV-2 | ลำไส้อักเสบติดต่อ หรือโรคพาร์โว | หลัก | รุนแรงมากในลูกสุนัข ทำให้อาเจียนและถ่ายเป็นเลือด |
| Rabies | พิษสุนัขบ้า | หลัก และเป็นข้อบังคับตามกฎหมายไทย | ติดต่อสู่คนได้และเสียชีวิตเกือบทุกรายเมื่อมีอาการ |
| Leptospira | โรคฉี่หนู (เลปโตสไปโรซิส) | หลักในพื้นที่ที่มีโรค | ติดต่อสู่คนได้ ภูมิคุ้มกันอยู่ได้ไม่นาน ต้องฉีดทุกปี |
| CPiV | พาราอินฟลูเอนซา หนึ่งในเชื้อของโรคไอกรนสุนัข | เสริม | มักรวมอยู่ในวัคซีนรวมหลายสูตร |
| Bordetella | ไอกรนสุนัข (kennel cough) | เสริม | มีแบบหยอดจมูก แบบหยอดปาก และแบบฉีด |
คลินิกในไทยมักเรียกวัคซีนรวมเป็นจำนวนโรค เช่น “วัคซีนรวม 5 โรค” ซึ่งมักครอบคลุมไข้หัด ลำไส้อักเสบ ตับอักเสบ หลอดลมอักเสบ และโรคฉี่หนู แต่ละยี่ห้อและแต่ละคลินิกรวมเชื้อไม่เหมือนกัน ถ้าอยากรู้ชัด ให้ขอดูสติกเกอร์วัคซีนในสมุดประจำตัวสุนัข หรือถามหมอว่าเข็มนั้นมีโรคฉี่หนูรวมอยู่ด้วยหรือเปล่า
เรื่องโรคฉี่หนู AAHA ปรับแนวทางให้เป็นวัคซีนหลักสำหรับสุนัขทุกตัวในอเมริกาเหนือ ส่วน WSAVA ปี 2024 ระบุว่าควรเป็นวัคซีนหลักในพื้นที่ที่มีโรคนี้ประจำถิ่นและมีวัคซีนที่เหมาะสม ไทยมีรายงานโรคฉี่หนูทั้งในคนและสัตว์ทุกปี โดยเฉพาะหน้าฝนและพื้นที่น้ำท่วมขัง สุนัขที่เดินลุยน้ำหรือหญ้าเปียก หรืออยู่ในบ้านที่มีหนู จึงควรได้วัคซีนตัวนี้
ตารางวัคซีนลูกสุนัข
ลูกสุนัขได้ภูมิคุ้มกันจากนมแม่ในช่วงแรก ภูมินี้ช่วยป้องกันโรคแต่ก็ขัดขวางวัคซีนด้วย และลดลงในเวลาที่ต่างกันในลูกแต่ละตัว จึงต้องฉีดซ้ำหลายเข็มจนเลยช่วงที่ภูมิจากแม่อาจยังเหลือ WSAVA จึงแนะนำให้เข็มสุดท้ายของชุดแรกตกที่อายุ 16 สัปดาห์หรือมากกว่า ตารางนี้เป็นภาพรวมตามแนวทางสากลและที่ใช้กันในไทย หมออาจปรับตามยี่ห้อวัคซีนและสุขภาพของลูกสุนัข
| อายุ | วัคซีน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| 6–8 สัปดาห์ | วัคซีนรวมเข็มแรก (CDV, CAV, CPV-2 และมักมี CPiV) | ตรวจร่างกายและวางแผนถ่ายพยาธิไปพร้อมกัน |
| ทุก 2–4 สัปดาห์หลังจากนั้น | วัคซีนรวมเข็มถัดไป | AAHA แนะนำอย่างน้อย 3 เข็มในช่วงอายุ 6–16 สัปดาห์ เข็มสุดท้ายควรตกที่ 16 สัปดาห์หรือมากกว่า |
| ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ | โรคฉี่หนู 2 เข็ม ห่างกัน 2–4 สัปดาห์ | มักนัดให้ตรงกับวัคซีนรวมสองเข็มท้าย |
| 2–4 เดือน | พิษสุนัขบ้าเข็มแรก | เป็นช่วงอายุที่กฎหมายกำหนด หลายคลินิกในไทยฉีดเข็มที่สองห่างจากเข็มแรกราว 1 เดือน |
| ตามความเสี่ยง | ไอกรนสุนัข | แบบหยอดจมูกหรือหยอดปากใช้ 1 ครั้ง แบบฉีดใช้ 2 เข็ม ห่างกัน 2–4 สัปดาห์ |
| 26 สัปดาห์ หรือภายใน 1 ปีหลังเข็มสุดท้าย | วัคซีนรวมกระตุ้น | WSAVA แนะนำที่ 26 สัปดาห์ขึ้นไป AAHA ให้ฉีดภายใน 1 ปี หลังจากนั้นจึงเว้นห่างได้ |
ถ้ารับสุนัขมาตอนอายุเกิน 16 สัปดาห์และไม่เคยได้วัคซีน AAHA แนะนำวัคซีนรวม 2 เข็ม ห่างกัน 2–4 สัปดาห์ และโรคฉี่หนู 2 เข็มห่างกันเท่ากัน ไม่ต้องเริ่มตามตารางลูกสุนัขเล็กทั้งหมด
ลูกสุนัขที่ยังฉีดไม่ครบ ออกนอกบ้านได้แค่ไหน
- หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่สุนัขไม่รู้ประวัติไปขับถ่ายรวมกัน เช่น สวนสาธารณะ ลานหญ้าหน้าหมู่บ้าน เพราะเชื้อพาร์โวอยู่ในพื้นได้นาน
- ให้เจอสุนัขที่รู้ว่าฉีดวัคซีนครบและสุขภาพดีได้ ในบ้านหรือพื้นที่สะอาด ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญของการฝึกเข้าสังคม
- ถ้าลูกสุนัขอาเจียน ท้องเสีย หรือซึม ให้พาไปหาหมอเร็ว อย่ารอ อ่านอาการที่ต้องระวังได้ที่ สุนัขท้องเสีย
สุนัขโตต้องฉีดกระตุ้นบ่อยแค่ไหน
วัคซีนแต่ละตัวอยู่ได้นานไม่เท่ากัน จึงไม่ได้ต้องฉีดทุกตัวทุกปีเสมอไป
- วัคซีนรวมกลุ่มไวรัส (CDV, CAV, CPV-2) AAHA แนะนำให้กระตุ้นทุก 3 ปีหลังจากฉีดกระตุ้นครบปีแรกแล้ว WSAVA ก็ระบุว่าวัคซีนหลักในสุนัขโตไม่ควรฉีดถี่เกินจำเป็น เพราะวัคซีนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ให้ภูมิได้หลายปี
- โรคฉี่หนู ภูมิอยู่ได้ไม่นาน AAHA แนะนำให้ฉีดกระตุ้นทุกปี
- ไอกรนสุนัข ฉีดหรือหยอดทุกปีในสุนัขที่มีความเสี่ยง โรงแรมสุนัขหลายแห่งขอดูประวัติวัคซีนตัวนี้ก่อนรับฝาก
- พิษสุนัขบ้า ในไทยให้ฉีดตามระยะเวลาในใบรับรอง ซึ่งในทางปฏิบัติคือทุกปี และกรมควบคุมโรคก็แนะนำให้ฉีดทุกปี
ในทางปฏิบัติ คลินิกในไทยหลายแห่งยังนัดวัคซีนรวมทุกปี เพราะวัคซีนรวมหลายสูตรมีโรคฉี่หนูอยู่ในเข็มเดียวกัน ถ้าอยากลดจำนวนวัคซีนที่ไม่จำเป็น ให้ถามหมอว่าสามารถแยกฉีดโรคฉี่หนูทุกปี และเว้นวัคซีนกลุ่มไวรัสเป็นทุก 3 ปีได้หรือไม่ บางคลินิกมีบริการตรวจระดับภูมิคุ้มกันในเลือดเพื่อช่วยตัดสินใจด้วย
กฎหมายไทยเรื่องวัคซีนพิษสุนัขบ้า
พระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 และข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ออกตามกฎหมายนี้ กำหนดให้เจ้าของต้องนำสุนัขไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ครั้งแรกเมื่ออายุ 2–4 เดือน และ ฉีดครั้งต่อไปตามระยะเวลาที่กำหนดในใบรับรองการฉีดวัคซีน เจ้าของควรเก็บใบรับรองไว้และให้สุนัขมีเครื่องหมายประจำตัวตามที่ท้องถิ่นกำหนด ตัวอย่างข้อบัญญัติท้องถิ่นที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาปี 2566 กำหนดโทษเจ้าของที่ไม่พาสัตว์ไปฉีดวัคซีนเป็นโทษปรับไม่เกิน 200 บาท และหลายท้องถิ่นยังมีข้อบัญญัติเรื่องการขึ้นทะเบียนสุนัขเพิ่มเติม ควรเช็กกับเทศบาลหรือ อบต. ในพื้นที่ของคุณ
ค่าปรับอาจไม่สูง แต่ผลของการไม่ฉีดรุนแรงกว่านั้นมาก กรมปศุสัตว์เคยรายงานว่าสุนัขที่ป่วยเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากว่าร้อยละ 80 ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน และถ้าสุนัขที่ไม่มีประวัติวัคซีนไปกัดคน ทั้งคนที่ถูกกัดและเจ้าของจะมีภาระตามมาอีกมาก ช่วงรณรงค์แต่ละปี หน่วยงานท้องถิ่นมักจัดหน่วยฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าให้ฟรีหรือราคาถูก
อาการหลังฉีดวัคซีน
อาการที่พบได้และมักหายเองคือ เจ็บ บวม หรือแดงตรงจุดที่ฉีด มีไข้ต่ำ ๆ ซึม และกินน้อยลงในช่วงวันสองวันแรก ส่วนวัคซีนไอกรนแบบหยอดจมูกอาจทำให้จามหรือมีน้ำมูกเล็กน้อยได้ชั่วคราว ให้สุนัขพักในที่เงียบ มีน้ำให้กินตลอด และงดออกกำลังหนักในวันที่ฉีด
กลับไปหาหมอทันทีถ้ามีอาการเหล่านี้
- หน้าบวม ปากบวม ตาบวม หรือมีผื่นลมพิษขึ้นตามตัว
- อาเจียน ท้องเสีย โดยเฉพาะถ้าเกิดภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังฉีด
- หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด หรือหอบผิดปกติ
- อ่อนแรง ล้มตัวลง เหงือกซีดหรือออกสีม่วง หรือชัก
- ซึมหรือไม่กินอาหารนานเกิน 1–2 วัน หรือก้อนตรงจุดที่ฉีดโตขึ้นและไม่ยุบ
Pet Poison Helpline อธิบายว่าอาการแพ้วัคซีนมักเกิดภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังฉีด และยิ่งเกิดเร็วก็มักยิ่งรุนแรง หลายคลินิกจึงให้รอดูอาการสักพักก่อนกลับบ้าน ถ้าสุนัขเคยแพ้วัคซีนมาก่อน ให้แจ้งหมอทุกครั้ง หมออาจเลือกวัคซีนยี่ห้ออื่น แยกฉีดคนละวัน หรือให้ยาป้องกันก่อนฉีด
เตรียมตัวก่อนพาสุนัขไปฉีดวัคซีน
- เช็กว่าสุนัขแข็งแรง ถ้ามีไข้ อาเจียน ท้องเสีย หรือซึม ให้โทรบอกคลินิกก่อน หมอมักเลื่อนวัคซีนจนกว่าสุนัขจะหาย
- เตรียมสมุดวัคซีนและใบรับรองพิษสุนัขบ้า ถ้าไม่มีสมุด ให้ถ่ายรูปสติกเกอร์วัคซีนเก่าไปให้หมอดู
- ใส่ปลอกคอและสายจูงให้แน่น คลินิกมีสัตว์หลายตัว สุนัขอาจตื่นตกใจและวิ่งหนี ลูกสุนัขตัวเล็กใส่กระเป๋าหรือกล่องจะปลอดภัยกว่า อ่านวิธีเลือกสายจูงได้ที่ สายจูงสุนัข
- เล่าวิถีชีวิตของสุนัขให้หมอฟัง เช่น ออกไปเดินลุยน้ำหรือหญ้าบ่อยไหม ฝากโรงแรมหรือร้านอาบน้ำตัดขนไหม มีหนูในบ้านหรือเปล่า หมอจะใช้ข้อมูลนี้เลือกวัคซีนเสริม
- ถามเรื่องถ่ายพยาธิและป้องกันเห็บหมัด มักทำพร้อมกันได้ในการนัดเดียว
- จดวันนัดเข็มถัดไป ลงปฏิทินในมือถือทันที ลูกสุนัขที่เว้นช่วงนานเกินไปอาจต้องเพิ่มเข็ม
- หลังฉีดให้พักและสังเกตอาการ คลินิกหลายแห่งแนะนำให้เลื่อนการอาบน้ำออกไปสักระยะหลังฉีด ให้ถามหมอที่ฉีดว่าควรเว้นกี่วัน
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
ราคาวัคซีนสุนัขแตกต่างกันมากตามคลินิก พื้นที่ ยี่ห้อวัคซีน และขนาดตัวสุนัข ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อระบุบนเว็บไซต์ว่าวัคซีนสุนัขเริ่มต้นที่ 490 บาท และหลายคลินิกมีแพ็กเกจวัคซีนลูกสุนัขปีแรกที่รวมวัคซีนรวม 3 เข็ม พิษสุนัขบ้า 2 เข็ม และถ่ายพยาธิไว้ด้วยกัน ตัวเลขเหล่านี้เป็นค่าประมาณที่เปลี่ยนได้ตลอด ควรโทรถามราคาก่อนไป และถามด้วยว่าราคานั้นรวมค่าตรวจร่างกายหรือไม่ ส่วนวัคซีนพิษสุนัขบ้า ลองติดตามประกาศช่วงรณรงค์ของท้องถิ่นซึ่งมักฉีดให้ฟรีหรือราคาถูก
คำถามที่พบบ่อย
ลูกสุนัขฉีดวัคซีนเข็มแรกได้ตอนกี่สัปดาห์
โดยทั่วไปเริ่มวัคซีนรวมที่อายุ 6–8 สัปดาห์ แล้วฉีดซ้ำทุก 2–4 สัปดาห์จนอายุ 16 สัปดาห์หรือมากกว่า ส่วนพิษสุนัขบ้าเริ่มในช่วงอายุ 2–4 เดือนตามที่กฎหมายกำหนด
สุนัขเลี้ยงในบ้าน ต้องฉีดพิษสุนัขบ้าทุกปีไหม
ต้องฉีด กฎหมายกำหนดให้เจ้าของพาสุนัขไปฉีดตามระยะเวลาในใบรับรอง ไม่ได้ยกเว้นสุนัขที่เลี้ยงในบ้าน และสุนัขในบ้านก็อาจหลุดออกไปหรือเจอสัตว์ที่ติดเชื้อได้
วัคซีนรวมต้องฉีดทุกปีไหม
วัคซีนกลุ่มไวรัสอย่างไข้หัดและพาร์โว แนวทางสากลให้กระตุ้นทุก 3 ปีได้หลังผ่านปีแรก แต่โรคฉี่หนูและไอกรนต้องฉีดทุกปี วัคซีนรวมหลายสูตรในไทยมีโรคฉี่หนูอยู่ด้วย คลินิกจึงมักนัดทุกปี ให้คุยกับหมอว่าจะจัดตารางแบบไหน
ฉีดวัคซีนเลยกำหนดไป ต้องเริ่มใหม่ไหม
AAHA แนะนำว่าเมื่อวัคซีนเลยกำหนดหรือไม่รู้ประวัติ ในกรณีส่วนใหญ่ประโยชน์ของการฉีดมากกว่าความเสี่ยง สุนัขโตที่เคยได้ชุดแรกครบมักฉีดกระตุ้นต่อได้เลย ส่วนลูกสุนัขที่ยังไม่ครบชุดแรก หมออาจเพิ่มเข็ม
หลังฉีดวัคซีน ลูกสุนัขซึมและไม่ค่อยกิน ปกติไหม
ซึมหรือกินน้อยลงในวันสองวันแรกพบได้ แต่ถ้าอาเจียน ท้องเสีย หน้าบวม หายใจลำบาก หรือไม่ดีขึ้นใน 1–2 วัน ให้กลับไปหาหมอ ลูกสุนัขขาดน้ำได้เร็ว
ฉีดวัคซีนครบแล้วยังป่วยได้ไหม
ได้ แต่โอกาสป่วยรุนแรงลดลงมาก วัคซีนบางตัวอย่างไอกรนช่วยลดความรุนแรงมากกว่ากันการติดเชื้อได้ทั้งหมด ถ้าสุนัขมีอาการผิดปกติ ให้พาไปตรวจเหมือนเดิม และแจ้งหมอว่าฉีดวัคซีนอะไรไปเมื่อไร
แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิง
- WSAVA: 2024 Guidelines for the Vaccination of Dogs and Cats
- AAHA: 2022 AAHA Canine Vaccination Guidelines
- AAHA: Recommendations for Core and Noncore Canine Vaccines
- AAHA NEWStat: Leptospirosis vaccination recommended to be core for most dogs
- Pet Poison Helpline: Vaccine Reactions
- ราชกิจจานุเบกษา: ตัวอย่างข้อบัญญัติท้องถิ่นเรื่องการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2566 ออกตาม พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535
- Thai PBS: กรมปศุสัตว์ชี้สุนัข 80% ที่ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าไม่ได้ฉีดวัคซีน
- ฐานเศรษฐกิจ: กรมควบคุมโรคแนะนำฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าให้สุนัขและแมวทุกปี (มีนาคม 2025)
- โรงพยาบาลสัตว์ทองหล่อ: การฉีดวัคซีนสัตว์เลี้ยง
บทความนี้เขียนเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง ไม่สามารถใช้แทนการตรวจและคำแนะนำของสัตวแพทย์ ตารางวัคซีนและยี่ห้อวัคซีนที่เหมาะกับสุนัขแต่ละตัวควรปรึกษาคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ใกล้บ้าน ข้อกฎหมายท้องถิ่นอาจต่างกันในแต่ละพื้นที่
ความรู้การเลี้ยง
วัคซีนแมว ต้องฉีดอะไรบ้าง ตารางวัคซีนลูกแมว แมวโต และอาการหลังฉีดที่ต้องรู้
สรุปวัคซีนแมวตามแนวทาง WSAVA และ AAHA/AAFP วัคซีนหลักกับวัคซีนเสริมต่างกันอย่างไร ลูกแมวเริ่มฉีดเมื่อไร แมวโตกระตุ้นบ่อยแค่ไหน และอาการหลังฉีดแบบไหนต้องกลับไปหาหมอ
วัคซีนแมวเป็นเรื่องที่เจ้าของมือใหม่สับสนมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เพราะแต่ละคลินิกเรียกชื่อวัคซีนต่างกัน บางที่บอกว่า 3 โรค บางที่บอก 4 โรค และยังมีวัคซีนลิวคีเมียกับพิษสุนัขบ้าแยกออกไปอีก หลักที่ควรจำไว้คือ วัคซีนแบ่งเป็น วัคซีนหลัก (core) ที่แมวทุกตัวควรได้ และ วัคซีนเสริม (non-core) ที่ฉีดตามความเสี่ยงของแมวแต่ละตัว บทความนี้สรุปจากแนวทางของ WSAVA ปี 2024 และ AAHA/AAFP ปี 2020 ว่าลูกแมวควรเริ่มฉีดเมื่อไร ฉีดกี่เข็ม แมวโตต้องกระตุ้นบ่อยแค่ไหน และสิ่งที่ต้องสังเกตหลังฉีด
อัปเดต 15 ตุลาคม 2026 · เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัย ตารางวัคซีนของแมวแต่ละตัวควรวางแผนร่วมกับสัตวแพทย์
สรุปสั้น
- วัคซีนหลักไข้หัดแมว (FPV) และหวัดแมวจากเชื้อ FHV-1 กับ FCV ส่วนในไทยต้องนับพิษสุนัขบ้าเป็นวัคซีนหลักด้วย
- ลูกแมวเริ่มวัคซีนรวมเมื่ออายุ 6–8 สัปดาห์ ฉีดซ้ำทุก 3–4 สัปดาห์ จนเข็มสุดท้ายตกที่อายุ 16 สัปดาห์หรือมากกว่า แล้วกระตุ้นอีกครั้งราวอายุ 6 เดือนถึง 1 ปีตามที่หมอแนะนำ
- ลิวคีเมีย (FeLV)แนะนำในแมวอายุต่ำกว่า 1 ปี และแมวโตที่ออกนอกบ้านหรืออยู่กับแมวที่ไม่รู้สถานะ ต้องตรวจเลือดก่อนฉีด
- แมวโตวัคซีนรวมกระตุ้นตามความเสี่ยง บางตัวทุก 3 ปี บางตัวถี่กว่านั้น ส่วนพิษสุนัขบ้าในไทยแนะนำทุกปี
ทำไมแมวเลี้ยงในบ้านก็ต้องฉีดวัคซีน
หลายคนคิดว่าแมวที่ไม่เคยออกนอกบ้านไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีน แต่เชื้อไข้หัดแมว (feline panleukopenia virus หรือ FPV) ทนทานในสิ่งแวดล้อมได้นาน และติดมากับรองเท้า เสื้อผ้า หรือมือของคนได้ ส่วนเชื้อหวัดแมวพบได้บ่อยมากในแมวทั่วไป แมวที่หายป่วยแล้วหลายตัวยังเป็นพาหะและแพร่เชื้อต่อได้ ไข้หัดแมวรุนแรงมากในลูกแมว และหวัดแมวทำให้แมวไม่ยอมกินอาหารได้หลายวัน ซึ่งเป็นอันตรายในตัวเองอยู่แล้ว อ่านเพิ่มได้ที่ แมวไม่กินข้าว อันตรายแค่ไหน
อีกเหตุผลที่สำคัญสำหรับคนไทยคือโรคพิษสุนัขบ้า ไทยยังพบโรคนี้ในสัตว์อยู่ และแมวก็เป็นโรคนี้และแพร่สู่คนได้เหมือนสุนัข WSAVA ระบุว่าในประเทศที่ยังมีโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนพิษสุนัขบ้าควรถือเป็นวัคซีนจำเป็นทั้งในสุนัขและแมว กรมควบคุมโรคก็รณรงค์ให้เจ้าของพาทั้งสุนัขและแมวไปฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี
วัคซีนหลักและวัคซีนเสริม ต่างกันอย่างไร
แนวทางของ WSAVA ปี 2024 และ AAHA/AAFP ปี 2020 แบ่งวัคซีนแมวคล้ายกัน คือวัคซีนหลักเป็นวัคซีนสำหรับโรคที่รุนแรงและพบได้กว้าง แมวทุกตัวควรได้รับ ส่วนวัคซีนเสริมขึ้นกับว่าแมวตัวนั้นใช้ชีวิตแบบไหน ออกนอกบ้านหรือเปล่า อยู่กับแมวกี่ตัว และต้องฝากเลี้ยงบ่อยไหม
| วัคซีน | ป้องกันโรค | กลุ่ม | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| FPV | ไข้หัดแมว หรือลำไส้อักเสบติดต่อในแมว | หลัก | อยู่ในวัคซีนรวมทุกสูตร |
| FHV-1 | หวัดแมวจากเชื้อเฮอร์ปีส์ ทำให้จาม น้ำมูก ตาอักเสบ | หลัก | วัคซีนช่วยลดความรุนแรง แต่กันการติดเชื้อไม่ได้ทั้งหมด |
| FCV | หวัดแมวจากเชื้อคาลิซิไวรัส ทำให้มีแผลในปาก | หลัก | เหมือน FHV-1 คือช่วยให้ป่วยน้อยลง |
| Rabies | พิษสุนัขบ้า | หลักในไทย | ไทยยังเป็นพื้นที่ที่มีโรค จึงควรฉีดทุกตัว |
| FeLV | ลิวคีเมียแมว | หลักในแมวอายุต่ำกว่า 1 ปี / เสริมในแมวโต | ตรวจเลือดก่อนฉีด แมวที่ติดเชื้อแล้วฉีดไปก็ไม่ช่วย |
| Chlamydia felis | เยื่อบุตาอักเสบจากคลาไมเดีย | เสริม | วัคซีนรวมบางสูตรที่เรียกว่า 4 โรคมักรวมตัวนี้ไว้ |
เมื่อคลินิกในไทยพูดว่า “วัคซีนรวม 3 โรค” มักหมายถึง FPV, FHV-1 และ FCV ส่วน “4 โรค” มักเพิ่มคลาไมเดียเข้ามา ถ้าไม่แน่ใจ ให้ถามหมอตรง ๆ ว่าในเข็มนั้นมีอะไรบ้าง และขอดูสติกเกอร์วัคซีนในสมุดประจำตัวแมว
เรื่องลิวคีเมีย ทั้ง WSAVA และ AAHA/AAFP ให้น้ำหนักกับแมวอายุน้อย เพราะแมวอายุน้อยติดเชื้อได้ง่ายกว่าแมวโต WSAVA ระบุว่าในพื้นที่ที่มีโรคนี้ วัคซีน FeLV ควรถือเป็นวัคซีนหลักสำหรับแมวอายุต่ำกว่า 1 ปี และสำหรับแมวโตที่ออกนอกบ้านหรือสัมผัสแมวที่ออกนอกบ้าน ก่อนฉีดต้องตรวจเลือดหาเชื้อก่อน เพราะถ้าแมวติดเชื้ออยู่แล้ว วัคซีนจะไม่ช่วยอะไร และเจ้าของควรรู้สถานะเพื่อดูแลต่อให้ถูก
ตารางวัคซีนลูกแมว
ลูกแมวได้ภูมิคุ้มกันจากน้ำนมแม่ช่วงแรกของชีวิต ภูมินี้ช่วยป้องกันโรค แต่ก็ไปขัดวัคซีนด้วย และลดลงไม่พร้อมกันในลูกแมวแต่ละตัว จึงต้องฉีดซ้ำหลายเข็มจนพ้นช่วงที่ภูมิจากแม่อาจยังเหลืออยู่ นี่คือเหตุผลที่เข็มสุดท้ายของชุดแรกต้องตกที่อายุ 16 สัปดาห์หรือมากกว่า ตารางด้านล่างเป็นภาพรวมตามแนวทางสากล คลินิกแต่ละแห่งอาจปรับตามยี่ห้อวัคซีนและสุขภาพของลูกแมว
| อายุ | วัคซีน | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| 6–8 สัปดาห์ | วัคซีนรวมเข็มแรก | AAHA/AAFP ระบุว่าไม่ควรเริ่มก่อน 6 สัปดาห์ หมอมักตรวจร่างกายและวางแผนถ่ายพยาธิไปด้วย |
| ทุก 3–4 สัปดาห์หลังจากนั้น | วัคซีนรวมเข็มถัดไป | ฉีดต่อจนเข็มสุดท้ายตกที่อายุ 16 สัปดาห์หรือมากกว่า (AAHA/AAFP ใช้ช่วง 16–20 สัปดาห์) |
| ตั้งแต่ 8 สัปดาห์ | ลิวคีเมีย 2 เข็ม ห่างกัน 3–4 สัปดาห์ | ตรวจเลือดหาเชื้อ FeLV ก่อน |
| ราว 3 เดือนขึ้นไป | พิษสุนัขบ้า | อายุที่ฉีดได้ขึ้นกับฉลากของวัคซีนแต่ละยี่ห้อ ถามหมอว่าคลินิกใช้ตัวไหน |
| ราว 6 เดือน | วัคซีนรวมกระตุ้น | WSAVA แนะนำที่ 26 สัปดาห์ขึ้นไป AAHA/AAFP ให้พิจารณาที่ 6 เดือน เพื่อปิดช่องว่างในลูกแมวที่ตอบสนองต่อเข็ม 16 สัปดาห์ไม่ดี บางคลินิกยังกระตุ้นที่อายุ 1 ปี |
| 1 ปีหลังเข็มสุดท้าย | ลิวคีเมียกระตุ้น | หลังจากนั้นฉีดต่อหรือไม่ ขึ้นกับความเสี่ยง |
ถ้ารับลูกแมวมาตอนอายุเกิน 16 สัปดาห์แล้วและยังไม่เคยฉีดวัคซีน หมอมักให้วัคซีนรวม 2 เข็มห่างกัน 3–4 สัปดาห์ ไม่ต้องย้อนไปฉีดครบทุกเข็มแบบลูกแมวเล็ก
ลูกแมวที่ยังฉีดไม่ครบ
- ยังไม่ควรให้คลุกคลีกับแมวที่ไม่รู้ประวัติ หรือพาไปที่ที่มีแมวจำนวนมาก
- ถ้ารับลูกแมวจรเข้าบ้านที่มีแมวอยู่แล้ว ให้แยกห้องไว้ก่อน และพาไปตรวจสุขภาพก่อนให้อยู่ร่วมกัน
- ล้างมือหลังจับแมวตัวอื่น โดยเฉพาะถ้าเพิ่งไปที่ที่มีแมวป่วย
แมวโตและแมวที่ไม่รู้ประวัติวัคซีน
หลังจากลูกแมวได้วัคซีนรวมครบชุดและกระตุ้นแล้ว แนวทางของ AAHA/AAFP แนะนำให้กระตุ้นวัคซีนรวมแบบฉีดทุก 3 ปีในแมวทั่วไป ส่วน WSAVA ย้ำว่าวัคซีนหลักในแมวโตไม่ควรฉีดถี่เกินจำเป็น เพราะวัคซีนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ให้ภูมิคุ้มกันได้นานหลายปี อย่างไรก็ตาม คลินิกในไทยหลายแห่งยังนัดฉีดวัคซีนรวมทุกปี ซึ่งอาจมาจากยี่ห้อวัคซีนที่ใช้ หรือความเสี่ยงของแมวตัวนั้น เช่น อยู่บ้านที่มีแมวหลายตัว ฝากโรงแรมแมวบ่อย หรือออกนอกบ้าน ทางที่ดีที่สุดคือคุยกับหมอว่าแมวของเราเสี่ยงแค่ไหน แล้วตกลงตารางร่วมกัน
วัคซีนพิษสุนัขบ้าต่างจากวัคซีนรวม ในไทยกรมควบคุมโรคแนะนำให้ฉีดทุกปี ข้อบัญญัติท้องถิ่นหลายแห่งก็กำหนดให้ฉีดตามระยะเวลาในใบรับรองการฉีดวัคซีน จึงควรนัดฉีดพิษสุนัขบ้าทุกปีไว้ก่อน เว้นแต่หมอแนะนำเป็นอย่างอื่น
ส่วนลิวคีเมียในแมวโต AAHA/AAFP แนะนำให้ฉีดกระตุ้นทุกปีในแมวที่เสี่ยงสูง เช่น อยู่กับแมวที่ติดเชื้อหรือแมวที่ไม่รู้สถานะ และพิจารณาทุก 2 ปีในแมวที่เสี่ยงน้อยกว่า แมวที่อยู่ในบ้านตลอดและไม่เจอแมวตัวอื่นเลยอาจไม่จำเป็นต้องฉีดต่อ
สำหรับแมวโตที่รับมาเลี้ยงและไม่รู้ประวัติวัคซีน Cornell Feline Health Center แนะนำให้ถือว่าแมวยังไม่เคยได้วัคซีน และเริ่มชุดใหม่ ส่วนแมวที่เคยฉีดแต่ขาดไปนาน Cornell ระบุว่าควรได้รับวัคซีนกระตุ้น ไม่ว่าจะห่างจากเข็มล่าสุดมานานเท่าไร ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าขาดไปแล้วจะต้องเริ่มใหม่หมดเสมอไป ให้หมอดูสมุดวัคซีนแล้วตัดสินใจ
อาการหลังฉีดวัคซีน อะไรปกติ อะไรต้องกลับไปหาหมอ
แนวทาง AAHA/AAFP ระบุว่าอาการที่พบได้หลังฉีดคือ ซึม กินน้อยลง และมีไข้ได้ในช่วงไม่กี่วันหลังฉีด รวมถึงมีการอักเสบบริเวณที่ฉีด อาการแบบนี้มักดีขึ้นเอง ให้แมวพักในที่เงียบ มีน้ำและอาหารให้พร้อม ส่วนอาการแพ้รุนแรงพบไม่บ่อย แนวทางเดียวกันประมาณว่าภาวะแพ้เฉียบพลันพบราว 1–5 ครั้งต่อการฉีด 10,000 ครั้ง
กลับไปหาหมอทันทีถ้ามีอาการเหล่านี้
- อาเจียน ท้องเสีย โดยเฉพาะถ้าเกิดภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมงหลังฉีด
- หน้าบวม ตาบวม ปากบวม หรือมีผื่นลมพิษ
- หายใจลำบาก หอบ หายใจทางปาก
- อ่อนแรงมาก ล้มตัวลง เหงือกซีดหรือม่วง
- ซึมหรือไม่กินอาหารนานเกิน 1–2 วัน
Pet Poison Helpline อธิบายว่าอาการแพ้วัคซีนมักเกิดภายในไม่กี่นาทีถึงไม่กี่ชั่วโมง และยิ่งเกิดเร็วก็มักยิ่งรุนแรง หลายคลินิกจึงให้รอดูอาการที่คลินิกสักพักหลังฉีด ถ้าแมวเคยมีอาการแพ้วัคซีนมาก่อน ต้องแจ้งหมอทุกครั้งก่อนฉีด
อีกเรื่องที่ควรรู้คือก้อนบริเวณที่ฉีด ก้อนเล็ก ๆ ที่เกิดหลังฉีดแล้วค่อย ๆ ยุบไปเป็นเรื่องที่พบได้ แต่มีโอกาสน้อยที่จะเกิดเนื้องอกชนิดร้ายตรงจุดที่ฉีด (feline injection-site sarcoma) AAHA/AAFP จึงแนะนำให้ฉีดที่ขาส่วนปลาย และไม่แนะนำให้ฉีดบริเวณระหว่างสะบัก และใช้หลัก 3-2-1 คือ ควรให้หมอตรวจชิ้นเนื้อถ้าก้อนยังอยู่ครบ 3 เดือนหลังฉีด ใหญ่กว่า 2 เซนติเมตร หรือยังโตขึ้นหลังฉีดไปแล้ว 1 เดือน เจ้าของควรจดไว้ว่าแต่ละเข็มฉีดที่ตำแหน่งไหน
เตรียมตัวก่อนพาแมวไปฉีดวัคซีน
- ให้แมวแข็งแรงก่อน ถ้าแมวกำลังมีน้ำมูก ท้องเสีย ซึม หรือไม่กินอาหาร ให้โทรถามคลินิกก่อน หมออาจเลื่อนวัคซีนออกไปจนกว่าแมวจะหาย
- เตรียมสมุดวัคซีนหรือรูปสติกเกอร์วัคซีนเก่า หมอจะได้รู้ว่าเคยฉีดอะไรไปบ้าง ฉีดเมื่อไร และใช้ยี่ห้ออะไร
- ใช้กระเป๋าหรือกล่องใส่แมวที่ปิดมิดชิด อย่าอุ้มแมวเข้าคลินิกด้วยมือเปล่า แมวตกใจง่ายและหลุดมือได้ วางกระเป๋าไว้ในบ้านล่วงหน้าหลายวันให้แมวคุ้น อ่านวิธีเลือกได้ที่ กระเป๋าใส่แมว
- จดเรื่องที่อยากถาม เช่น แมวออกนอกบ้านไหม มีแมวในบ้านกี่ตัว จะฝากเลี้ยงหรือเดินทางเร็ว ๆ นี้ไหม ข้อมูลนี้ช่วยให้หมอเลือกวัคซีนเสริมได้ตรงกับความเสี่ยง
- ถามเรื่องตรวจเลือด FeLV ถ้าวางแผนจะฉีดลิวคีเมีย หรือรับแมวใหม่เข้าบ้านที่มีแมวอยู่แล้ว
- ถามวันนัดเข็มถัดไปให้ชัด แล้วจดลงปฏิทินในมือถือทันที ลูกแมวที่ฉีดเว้นช่วงนานเกินไปอาจต้องเพิ่มเข็ม
- หลังฉีดให้แมวพัก งดเล่นหนักในวันนั้น เตรียมน้ำและอาหารให้พร้อม สังเกตอาการตามกล่องด้านบน และคลำจุดที่ฉีดในวันถัด ๆ ไป
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ
ราคาวัคซีนแมวในไทยต่างกันมากตามคลินิก พื้นที่ และยี่ห้อวัคซีน บทความของธนาคารกรุงศรีอยุธยาปี 2023 ประเมินว่าค่าวัคซีนแมวปีแรกอยู่ราว 2,000–3,000 บาท และปีต่อ ๆ ไปราว 1,000–2,000 บาทต่อปี ตัวเลขนี้เป็นค่าประมาณเท่านั้น ยังไม่รวมค่าตรวจเลือด FeLV ค่าถ่ายพยาธิ หรือค่ายาป้องกันเห็บหมัด ควรโทรถามราคาที่คลินิกก่อนไป บางแห่งมีแพ็กเกจวัคซีนลูกแมวรวมหลายเข็ม ส่วนวัคซีนพิษสุนัขบ้า หน่วยงานท้องถิ่นมักจัดหน่วยฉีดให้ฟรีหรือราคาถูกในช่วงรณรงค์ ลองติดตามประกาศของเทศบาลหรือ อบต. ในพื้นที่
คำถามที่พบบ่อย
แมวเลี้ยงในบ้านอย่างเดียว ต้องฉีดวัคซีนไหม
ควรฉีดวัคซีนหลัก เพราะเชื้อไข้หัดแมวติดมากับคนและสิ่งของได้ และในไทยยังควรฉีดพิษสุนัขบ้าด้วย ส่วนวัคซีนเสริมอย่างลิวคีเมียในแมวโต อาจไม่จำเป็นถ้าแมวไม่เคยเจอแมวตัวอื่นเลย ให้คุยกับหมอเรื่องความเสี่ยง
ลูกแมวฉีดวัคซีนเข็มแรกได้ตอนกี่สัปดาห์
โดยทั่วไปเริ่มที่อายุ 6–8 สัปดาห์ แนวทาง AAHA/AAFP ระบุว่าวัคซีนรวมแบบฉีดไม่ควรเริ่มก่อน 6 สัปดาห์ จากนั้นฉีดซ้ำทุก 3–4 สัปดาห์จนอายุ 16 สัปดาห์หรือมากกว่า
ฉีดวัคซีนเลยกำหนดไปหลายเดือน ต้องเริ่มใหม่ไหม
ในแมวโตที่เคยได้วัคซีนครบแล้ว มักฉีดกระตุ้นต่อได้เลย ส่วนลูกแมวที่ยังฉีดชุดแรกไม่ครบ หมออาจเพิ่มเข็ม ให้นำสมุดวัคซีนไปให้หมอดูแล้วตัดสินใจ
หลังฉีดวัคซีน อาบน้ำแมวได้เมื่อไร
ไม่มีข้อกำหนดตายตัวในแนวทางสากล แต่คลินิกหลายแห่งแนะนำให้เว้นไปสักระยะ เพราะแมวอาจมีไข้หรือเพลียในช่วงไม่กี่วันแรก ให้ถามหมอที่ฉีดให้ ส่วนใหญ่แมวไม่จำเป็นต้องอาบน้ำบ่อยอยู่แล้ว
แมวซึมหลังฉีดวัคซีน ปกติไหม
ซึม กินน้อย หรือมีไข้ต่ำ ๆ ในช่วงไม่กี่วันหลังฉีดพบได้ แต่ถ้าอาเจียน หน้าบวม หายใจลำบาก หรือซึมและไม่กินนานเกิน 1–2 วัน ให้กลับไปหาหมอ ถ้าแมวอาเจียนบ่อย อ่านเพิ่มได้ที่ แมวอาเจียน
แมวท้องหรือกำลังป่วย ฉีดวัคซีนได้ไหม
ต้องให้หมอตัดสินใจ วัคซีนเชื้อเป็นบางชนิดไม่เหมาะกับแมวตั้งท้อง และแมวที่ป่วยอยู่อาจสร้างภูมิได้ไม่ดี หมอมักเลื่อนวัคซีนจนกว่าแมวจะพร้อม
แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิง
- WSAVA: 2024 Guidelines for the Vaccination of Dogs and Cats
- AAHA: 2020 AAHA/AAFP Feline Vaccination Guidelines
- 2020 AAHA/AAFP Feline Vaccination Guidelines (ฉบับเต็ม PDF)
- Cornell Feline Health Center: Feline Vaccines, Benefits and Risks
- Pet Poison Helpline: Vaccine Reactions
- ฐานเศรษฐกิจ: กรมควบคุมโรคแนะนำฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าให้สุนัขและแมวทุกปี (มีนาคม 2025)
- Krungsri Plearn Plearn: ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงแมว (ค่าวัคซีนโดยประมาณ)
บทความนี้เขียนเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง ไม่สามารถใช้แทนการตรวจและคำแนะนำของสัตวแพทย์ ตารางวัคซีนและยี่ห้อวัคซีนที่เหมาะกับแมวแต่ละตัวควรปรึกษาคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ใกล้บ้าน
ความรู้การเลี้ยง
แมวอ้วก เกิดจากอะไร แยกก้อนขน อาเจียน และสำรอกอาหารอย่างไร พร้อมอาการที่ต้องรีบไปหาหมอ
แมวอ้วกเป็นเรื่องที่พบบ่อย แต่ไม่ใช่เรื่องปกติเสมอไป บทความนี้อธิบายวิธีแยกก้อนขน อาเจียน และการสำรอก สาเหตุที่พบบ่อย อาการที่ต้องพาไปหาหมอ และวิธีดูแลที่บ้าน
หลายบ้านคิดว่าแมวอ้วกเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเห็นกันบ่อย ความจริงแล้ว Cornell Feline Health Center ระบุว่าแมวที่ อาเจียนบ่อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง ควรได้รับการตรวจ และการที่แมวอ้วกออกมาเป็นก้อนขนนาน ๆ ครั้งต่างจากการอาเจียนซ้ำ ๆ หรือการสำรอกอาหารทันทีหลังกิน บทความนี้ช่วยแยกสามอย่างนี้ออกจากกัน บอกสาเหตุที่พบบ่อย อาการที่ต้องพาไปหาหมอทันที และสิ่งที่ทำได้ที่บ้าน
อัปเดต 15 ตุลาคม 2026 · เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัย ถ้าแมวมีอาการผิดปกติให้ปรึกษาสัตวแพทย์
สรุปสั้น
- ไปหาหมอทันทีอาเจียนซ้ำหลายครั้ง มีเลือดหรือจุดดำคล้ายกากกาแฟ ดื่มน้ำแล้วอ้วก ซึม ไม่กิน ขย้อนแต่ไม่มีอะไรออกมา หรือสงสัยกินเชือก ยา หรือพืชมีพิษ
- นัดตรวจอ้วกบ่อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง อ้วกก้อนขนบ่อยขึ้น หรือน้ำหนักลดแม้จะยังร่าเริง
- อ้วกครั้งเดียว ยังปกติสังเกตต่อใกล้ ๆ ให้น้ำสะอาด และดูว่ากินได้ ถ่ายได้ตามปกติไหม
ก้อนขน อาเจียน หรือสำรอก ต่างกันอย่างไร
สิ่งที่เจ้าของเรียกรวม ๆ ว่าแมวอ้วก อาจเป็นได้สามอย่าง และแต่ละอย่างบอกปัญหาคนละจุด การแยกให้ออกช่วยให้หมอวินิจฉัยได้เร็วขึ้น
| ลักษณะ | อาเจียน | สำรอก | ก้อนขน |
|---|---|---|---|
| ท่าทางก่อนออกมา | มีอาการคลื่นไส้ก่อน เช่น กระสับกระส่าย เลียปาก น้ำลายไหล กลืนซ้ำ ๆ ท้องเกร็งและขย้อนเป็นจังหวะ | ออกมาเฉย ๆ เร็ว ๆ ไม่มีการเกร็งท้อง | ขย้อนคล้ายอาเจียน มักมีเสียงไอแห้งนำมาก่อน |
| เวลาที่เกิด | เกิดได้ทุกเวลา ไม่จำเป็นต้องหลังกิน | มักเกิดทันทีหรือไม่นานหลังกินหรือดื่ม | ไม่แน่นอน |
| สิ่งที่ออกมา | อาหารที่ย่อยแล้วบางส่วน อาจมีน้ำย่อยสีเหลืองหรือฟอง | อาหารที่ยังไม่ย่อย เม็ดยังเป็นเม็ด บางครั้งเป็นแท่งตามรูปหลอดอาหาร | ก้อนขนยาวคล้ายซิการ์ ชื้น สีตามขนแมว |
| ปัญหาอยู่ที่ไหน | กระเพาะ ลำไส้ หรือโรคทั้งร่างกาย เช่น ไต ตับ ไทรอยด์ | หลอดอาหาร หรือกินเร็วเกินไป | ขนที่กลืนจากการเลียตัวสะสมในกระเพาะ |
VCA Animal Hospitals อธิบายว่าการอาเจียนเป็นกระบวนการที่ร่างกายออกแรงขับอาหารออกจากกระเพาะ ส่วนการสำรอกเป็นการไหลย้อนออกมาเองโดยไม่ต้องออกแรง มักเกี่ยวกับปัญหาของหลอดอาหาร อีกอย่างที่มักสับสนคือ การไอ แมวที่ไอมักหมอบลงสี่ขาแล้วยืดคอไปข้างหน้า ท่าทางนี้ดูคล้ายพยายามอ้วกก้อนขน แต่ถ้าไม่มีอะไรออกมาเลยและเป็นบ่อย อาจเป็นโรคทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ซึ่ง Cornell เตือนว่าบางครั้งต้องรักษาฉุกเฉิน วิธีที่ดีที่สุดคือถ่ายคลิปไว้ให้หมอดู
อาการที่ต้องไปหาหมอทันที
ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง อย่ารอดูอาการ
- อาเจียนหลายครั้งในวันเดียว หรือดื่มน้ำแล้วอาเจียนออกมา
- มีเลือดในอาเจียน หรือมีจุดดำคล้ายกากกาแฟ
- ซึม อ่อนแรง ซ่อนตัว ไม่ยอมกินอาหาร
- ท้องเสียร่วมด้วย มีไข้ ท้องป่อง หรือแสดงอาการเจ็บเมื่อจับท้อง
- ขย้อนซ้ำ ๆ แต่ไม่มีอะไรออกมา
- สงสัยว่ากินเชือก ด้าย ไหมพรม ยางรัด ของเล่นชิ้นเล็ก ยาของคน หรือพืชมีพิษ เช่น ลิลลี่
- เหงือกซีด หรือเหงือกและตาขาวเป็นสีเหลือง
- เข้ากระบะบ่อยแต่ไม่มีปัสสาวะ โดยเฉพาะแมวตัวผู้ VCA ระบุว่าท่อปัสสาวะอุดตันเป็นสาเหตุหนึ่งของการอาเจียน และเป็นภาวะฉุกเฉิน
- เป็นลูกแมว แมวสูงวัย หรือแมวที่มีโรคประจำตัว
ถ้าเห็นเชือกหรือด้ายห้อยออกมาจากปากหรือก้น อย่าดึงออกเอง ปลายอีกด้านอาจพันอยู่ในลำไส้ การดึงอาจทำให้ลำไส้บาดเจ็บ ให้พาไปหาหมอทันที
อ้วกบ่อยแค่ไหนถึงเรียกว่าผิดปกติ
แหล่งอ้างอิงทางสัตวแพทย์ให้ตัวเลขที่ใช้เป็นแนวทางได้ดังนี้
- อาเจียนทั่วไป Cornell แนะนำให้พาแมวที่อาเจียนบ่อยกว่าสัปดาห์ละครั้งไปตรวจ ถึงแมวจะยังดูปกติดีก็ตาม
- ก้อนขน Cornell ระบุว่าการอ้วกก้อนขนทุกหนึ่งถึงสองสัปดาห์พบได้บ่อยและมักไม่น่ากังวล แต่ VCA แนะนำให้ปรึกษาหมอถ้าอ้วกก้อนขนบ่อยกว่าเดือนละครั้ง สองแหล่งนี้ไม่เท่ากัน จึงควรดูแนวโน้มประกอบด้วย ถ้าแมวของคุณเคยอ้วกก้อนขนนาน ๆ ครั้งแล้วกลับบ่อยขึ้น นั่นคือสัญญาณที่ควรนัดตรวจ
- อ้วกแต่ยังร่าเริง VCA แนะนำให้พาไปหาหมอถ้าแมวยังดูปกติแต่อาเจียนต่อเนื่องเกินหนึ่งถึงสองวัน ส่วน PDSA แนะนำให้ติดต่อหมอทันทีถ้าอาเจียนนานเกิน 24 ชั่วโมง
สิ่งที่ควรเลิกเชื่อคือแมวอ้วกบ่อยเป็นนิสัยของแมว แมวสูงวัยที่อ้วกบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ อาจมีโรคเรื้อรังอยู่เบื้องหลัง เช่น โรคไต ไทรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน หรือลำไส้อักเสบเรื้อรัง ซึ่งยิ่งตรวจพบเร็วยิ่งดูแลได้ง่าย
สาเหตุที่ทำให้แมวอ้วก
สาเหตุที่มักไม่ร้ายแรง ได้แก่
- กินเร็วเกินไป แมวที่หิวจัด หรือบ้านที่มีแมวหลายตัวแย่งกันกิน มักกลืนอาหารเร็วและมาก แล้วสำรอกอาหารที่ยังเป็นเม็ดออกมาไม่กี่นาทีหลังกิน อาการนี้แก้ได้ด้วยการปรับวิธีให้อาหารตามหัวข้อด้านล่าง แต่ถ้าปรับแล้วยังเป็นอยู่ ควรให้หมอตรวจหลอดอาหาร
- ก้อนขน แมวกลืนขนตัวเองระหว่างเลียขน ขนส่วนใหญ่ออกไปกับอุจจาระ แต่บางส่วนค้างในกระเพาะจนเป็นก้อน พบบ่อยในแมวขนยาว เช่น เปอร์เซียและเมนคูน และในช่วงผลัดขน
- กินของที่ไม่ควรกิน เช่น ต้นไม้ในบ้าน เศษอาหารคน อาหารบูด หรือแมลง
- เปลี่ยนอาหารกะทันหัน หรือแพ้หรือไม่ทนต่ออาหารบางชนิด
- พยาธิในลำไส้ โดยเฉพาะลูกแมว
สาเหตุที่ร้ายแรงกว่า ตามที่ VCA และ Cornell ระบุ ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย ลำไส้อุดตันจากสิ่งแปลกปลอมหรือก้อนขน สารพิษ ท่อปัสสาวะอุดตัน ตับอ่อนอักเสบ โรคตับ โรคไต ไทรอยด์เป็นพิษ เบาหวาน ลำไส้อักเสบเรื้อรัง และมะเร็ง หลายโรคในกลุ่มนี้มีอาการอื่นมาด้วย เช่น กินน้ำและปัสสาวะมากขึ้น น้ำหนักลด หรือกินน้อยลง
แมวที่อ้วกแล้วเริ่มไม่ยอมกินอาหารต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะแมวอดอาหารนานไม่ได้ อาจเกิดภาวะไขมันพอกตับตามมา อ่านเพิ่มเติมได้ที่ แมวไม่กินข้าว อาการแบบไหนต้องรีบไปหาหมอ
ดูจากสิ่งที่อ้วกออกมา
ลักษณะของสิ่งที่อ้วกออกมาให้ข้อมูลได้บ้าง แต่ไม่ใช่การวินิจฉัย ให้ใช้ร่วมกับอาการอื่นเสมอ
- อาหารเม็ดยังเป็นเม็ด ออกมาไม่นานหลังกิน มักเป็นการสำรอก พบบ่อยในแมวที่กินเร็ว แต่ถ้าเป็นประจำอาจเป็นปัญหาของหลอดอาหาร
- น้ำใส ๆ หรือฟองขาว อาจเกิดเมื่อกระเพาะว่าง หรือดื่มน้ำมากแล้วอ้วก ถ้าเกิดครั้งเดียวและแมวยังปกติให้สังเกตต่อ ถ้าเกิดซ้ำให้ปรึกษาหมอ
- น้ำสีเหลือง มักเป็นน้ำย่อยหรือน้ำดีที่ไหลย้อนขึ้นมาในกระเพาะว่าง ถ้าเกิดบ่อยควรตรวจ
- ก้อนขนยาวเป็นแท่ง เป็นก้อนขน ดูความถี่ตามหัวข้อด้านบน
- สีเขียว อาจเป็นหญ้าหรือต้นไม้ที่แมวกินเข้าไป ให้ตรวจดูว่าในบ้านมีพืชมีพิษหรือไม่
- มีเลือดสด หรือจุดดำคล้ายกากกาแฟ ต้องไปหาหมอ
ถ่ายรูปสิ่งที่อ้วกออกมาก่อนเก็บกวาด รูปเพียงไม่กี่รูปช่วยให้หมอประเมินได้ดีกว่าการเล่าด้วยคำพูด
ดูแลที่บ้านอย่างไร
ขั้นตอนนี้ใช้ได้เมื่อแมว อ้วกครั้งเดียวหรือไม่กี่ครั้ง ยังร่าเริง ยังกินและถ่ายได้ และไม่มีอาการในกล่องด้านบนเท่านั้น
- เก็บข้อมูลก่อนเก็บกวาด ถ่ายรูปสิ่งที่อ้วกออกมา จดเวลา และดูว่ามีอะไรแปลกปนมาไหม เช่น เชือก ด้าย หรือชิ้นพลาสติก
- ให้น้ำสะอาดตลอดเวลา PDSA แนะนำให้แมวที่ยังดูปกติดีได้รับอาหารตามปกติและมีน้ำสะอาดให้ดื่ม ถ้าดื่มแล้วอ้วกออกมา ให้ติดต่อหมอ
- ให้อาหารมื้อเล็กลง แบ่งอาหารเป็นหลายมื้อ มื้อละน้อย แทนการให้มื้อใหญ่ ช่วยลดโอกาสอ้วกซ้ำ
- อย่าเปลี่ยนอาหารตอนนี้ ใช้อาหารเดิมที่แมวคุ้นเคย ถ้าสัตวแพทย์แนะนำอาหารย่อยง่ายหรืออาหารสูตรทางเดินอาหาร ให้ใช้ตามที่หมอสั่ง และค่อย ๆ กลับไปอาหารเดิมในเวลาหลายวัน
- เก็บของที่แมวอาจกลืนได้ เชือก ด้าย ไหมพรม ยางรัดผม ริบบิ้น และเก็บต้นไม้ที่เป็นพิษออกจากบ้าน
- สังเกตต่อ 24–48 ชั่วโมง ดูว่ากินได้ไหม ถ่ายปกติไหม ยังร่าเริงไหม ถ้าอ้วกซ้ำหรือเริ่มมีอาการอื่น ให้ติดต่อหมอ
VCA ระบุว่าการอาเจียนแบบเฉียบพลันหลายกรณีหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมง แต่ถ้าแมวยังอาเจียนต่อเนื่องเกินหนึ่งถึงสองวัน ควรพาไปพบสัตวแพทย์
ลดโอกาสที่แมวจะอ้วก
ถ้าแมวกินเร็ว ให้ลองวิธีเหล่านี้
- แบ่งอาหารต่อวันเป็นหลายมื้อเล็ก ๆ ไม่ให้แมวหิวจัดจนรีบกิน
- ใช้ชามแบบกินช้าที่มีสันกั้น หรือของเล่นปล่อยอาหารที่ต้องเขี่ยให้เม็ดหล่นออกมา
- เกลี่ยอาหารบาง ๆ บนถาดแบนแทนการกองในชามลึก
- บ้านที่มีแมวหลายตัว ให้แยกที่กินคนละมุม แมวจะไม่ต้องรีบกินเพราะกลัวถูกแย่ง
- ถ้าเจ้าของไม่อยู่บ้านช่วงกลางวัน เครื่องให้อาหารอัตโนมัติช่วยแบ่งมื้อเล็กได้ อ่านวิธีเลือกได้ที่ เครื่องให้อาหารแมวอัตโนมัติ ยี่ห้อไหนดี
ถ้าแมวอ้วกก้อนขน วิธีที่ Cornell แนะนำคือ แปรงหรือหวีขนทุกวัน โดยเฉพาะในช่วงผลัดขนและในแมวขนยาว ขนที่หลุดติดแปรงคือขนที่แมวไม่ต้องกลืนเข้าไป อ่านวิธีเลือกแปรงที่เหมาะกับขนแต่ละแบบได้ที่ แปรงหวีขนแมว ยี่ห้อไหนดี นอกจากนี้ Cornell ยังเตือนว่าไม่ควรให้ยาระบายหรือเปลี่ยนไปใช้อาหารสูตรกันก้อนขนเองโดยไม่ปรึกษาหมอ และถ้าแมวเลียขนมากผิดปกติ อาจมีปัญหาผิวหนังหรือการแพ้อาหารอยู่เบื้องหลัง ซึ่งควรให้หมอตรวจ
เรื่องอื่นที่ช่วยได้ ได้แก่ เปลี่ยนอาหารใหม่ทีละน้อยในเวลาราว 7–10 วัน ถ่ายพยาธิตามที่สัตวแพทย์แนะนำ และเลือกต้นไม้ในบ้านที่ปลอดภัยต่อแมว
เตรียมข้อมูลก่อนไปหาหมอ
บอกหมอให้ได้ว่าแมวเริ่มอ้วกเมื่อไร อ้วกกี่ครั้ง อ้วกก่อนหรือหลังกินนานแค่ไหน สิ่งที่ออกมาเป็นอย่างไร ยังกินอาหารและน้ำได้แค่ไหน การขับถ่ายปกติไหม ช่วงนี้เปลี่ยนอาหารหรือมีอะไรเปลี่ยนในบ้านหรือเปล่า แมวออกนอกบ้านไหม และกินยาหรืออาหารเสริมอะไรอยู่ เตรียมรูปสิ่งที่อ้วกออกมาและคลิปตอนที่แมวกำลังขย้อนไปด้วย คลิปช่วยให้หมอแยกการอาเจียน การสำรอก และการไอได้
Cornell อธิบายว่าการตรวจหาสาเหตุของแมวที่อาเจียนเรื้อรังมักเริ่มจากประวัติ การตรวจร่างกาย ตรวจเลือด และตรวจอุจจาระ ถ้าผลปกติ หมออาจตรวจต่อด้วยเอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์ ข้อมูลที่เจ้าของจดไว้ช่วยให้ขั้นตอนนี้ตรงจุดขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
แมวอ้วกแต่ยังร่าเริง ต้องไปหาหมอไหม
ถ้าอ้วกครั้งเดียวและยังกิน ดื่ม และถ่ายได้ตามปกติ สังเกตต่อที่บ้านได้ แต่ถ้าอ้วกต่อเนื่องเกินหนึ่งถึงสองวัน หรืออ้วกบ่อยกว่าสัปดาห์ละครั้ง ควรพาไปตรวจแม้แมวจะยังดูปกติ
แมวอ้วกเป็นอาหารเม็ดทันทีหลังกิน เกิดจากอะไร
มักเป็นการสำรอกจากการกินเร็วเกินไป ลองแบ่งมื้อให้เล็กลงและใช้ชามแบบกินช้า ถ้าปรับแล้วยังเป็นอยู่ หรือเป็นทุกมื้อ ควรให้หมอตรวจหลอดอาหาร
แมวอ้วกเป็นฟองขาวหรือน้ำเหลือง อันตรายไหม
ถ้าเกิดครั้งเดียวและแมวยังปกติ มักไม่อันตราย แต่ถ้าเกิดซ้ำ อ้วกตอนเช้าเป็นประจำ หรือมีอาการอื่นร่วม เช่น ไม่กิน ซึม ควรให้หมอตรวจหาสาเหตุ
แมวอ้วกก้อนขนบ่อยแค่ไหนถึงผิดปกติ
Cornell ระบุว่าอ้วกก้อนขนทุกหนึ่งถึงสองสัปดาห์พบได้บ่อย ส่วน VCA แนะนำให้ปรึกษาหมอถ้าบ่อยกว่าเดือนละครั้ง ถ้าแมวขย้อนแต่ไม่มีก้อนขนออกมา ซึม หรือไม่กินเกินหนึ่งถึงสองวัน ให้ไปหาหมอทันที เพราะก้อนขนอาจอุดตันลำไส้ได้
ให้ยาแก้อาเจียนของคนกับแมวได้ไหม
ไม่ควรให้เอง ยาของคนหลายชนิดเป็นพิษต่อแมวแม้ในปริมาณน้อย ถ้าแมวต้องได้ยาแก้คลื่นไส้หรือยาเคลือบกระเพาะ สัตวแพทย์จะเลือกยาและกำหนดขนาดให้
แมวกินหญ้าแล้วอ้วก ปกติไหม
แมวหลายตัวกินหญ้าแล้วอ้วกออกมาโดยไม่มีอาการอื่น แต่ต้องแน่ใจว่าพืชนั้นไม่เป็นพิษ และไม่มีการฉีดยาฆ่าแมลง ถ้าแมวกินหญ้าแล้วอ้วกบ่อย หรือมีอาการอื่นร่วม ควรปรึกษาหมอ
แหล่งข้อมูลที่ใช้อ้างอิง
บทความนี้เขียนเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปสำหรับเจ้าของสัตว์เลี้ยง ไม่สามารถใช้แทนการตรวจและวินิจฉัยโดยสัตวแพทย์ ถ้าแมวมีอาการผิดปกติหรือคุณไม่แน่ใจ ให้ติดต่อคลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ใกล้บ้าน
-
ของใช้แมว1 วัน agoที่ให้อาหารแมวอัตโนมัติ ยี่ห้อไหนดี 2026 เทียบ 7 รุ่น ตั้งเวลา มีกล้อง อาหารเปียก และแบบไม่ใช้ไฟ
-
ความรู้การเลี้ยง1 วัน agoแมวไม่กินข้าว เกิดจากอะไร อาการแบบไหนต้องไปหาหมอทันที และทำอะไรได้ที่บ้าน
-
สัตว์เลี้ยงอื่น ๆ1 วัน agoอาหารกระต่าย ยี่ห้อไหนดี 2026 เทียบ 7 ตัว ทั้งอาหารเม็ดและหญ้าทิโมธี พร้อมวิธีให้ตามสัดส่วนที่สัตวแพทย์แนะนำ
-
ความรู้การเลี้ยง24 ชั่วโมง agoวัคซีนแมว ต้องฉีดอะไรบ้าง ตารางวัคซีนลูกแมว แมวโต และอาการหลังฉีดที่ต้องรู้
-
ของใช้สุนัข24 ชั่วโมง agoสายจูงสุนัข แบบไหนดี 2026 เทียบ 6 แบบ ทั้งสายจูงไนลอน สายรัดอก สายจูงยืดหด และสายคล้องเอว พร้อมวิธีเลือกให้ปลอดภัย
-
ของใช้แมว24 ชั่วโมง agoคอนโดแมว ยี่ห้อไหนดี 2026 เทียบ 6 รุ่น ตั้งแต่ไซซ์มินิถึงสูง 1.7 เมตร เลือกตามจำนวนแมว ขนาดห้อง และความมั่นคง
-
ของใช้สุนัข1 วัน agoที่นอนสุนัข ยี่ห้อไหนดี 2026 เทียบ 6 แบบ เบาะนุ่ม เมมโมรี่โฟม และเปลยกพื้นสำหรับอากาศร้อน
-
ของใช้แมว1 วัน agoกรงแมว ยี่ห้อไหนดี 2026 เทียบ 6 รุ่น 3 ชั้น ขนาดใหญ่ เลือกไซซ์ตามจำนวนแมว และใช้กรงแค่ไหนถึงพอดี
